วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550

OFFICINA 1990


ศุภกร ชลวิริยะกุล ID 1490801824
ธนากร สุตาชา ID 1490800271

Officina
font Officina เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1990 Erik Spiekermann เป็นผู้ออกแบบอักษรนี้ ได้เริ่มนำแบบตัวอักษร ระหว่างแบบดั้งเดิมและตัวหนามาใช้ เพิ่มน้ำหนักเข้าไป ลักษณะของตัวพิมพ์เป็นตัวเล็กๆแต่มีความชัดเจน ซึ่งน้ำหนักของตัวพิมพ์และรูปแบบการเอนมีการวางแบบการทำ เป็นอย่างดี และในขณะที่แบบพิมพ์นั้นได้มีการยอมรับในด้านธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย จึงไม่แปลกที่ officinac จะได้รับการคัดเลือกเป็นอันดับต้นๆในการทำงาน

แหล่งที่มา
http://www.linotype.com/763/itcofficinaserif-family.html
http://www.e-pix.it/categorie/lista.asp?cat=12

Univers

ภัทรพร สดุดี 1490800677
มรรษพร ไชภาณุรักษ์ 1490801113






univers เป็นตัวอักษร ที่ออกแบบ และประความสำเร็จ ใน ครึ่งศตวรรษที่ 20
จุดประสงค์ของตัวอักษรนี้ คืออ่านง่าย และ สบายตา
Adrian Frutiger ได้ปรับตัวอักษรที่มีอยู่เพื่อพัฒนาไปเป็นตัวอักษรแบบใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับงานพิมพ์ที่หลากหลาย
จุดเริ่มต้นงานออกแบบของเขาเริ่มจากวัยเด็กที่โรงเรียนสอนศิลปะ เขาสร้างตัวอักษร Univers ในปี 1957 (ภายหลังได้ถูกผลิตโดย Linotype)

Typography in Musuc Videos

ตัวอย่างงาน Typography ในงาน Musuc Videos
เพื่อให้ดูเป็นแนวทางในการคิดงาน final project


click to MV

ส่ิงที่สามารถศึกษาได้จากงานเหล่านี้เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์

:: การเลือกรูปแบบตัวอักษร และการจัดวาง ให้เข้ากับบุคลิกของเพลง
:: การใช้ตัวอักษรกับ น้ำหนักของเสียงและจังหวะของดนตรี
:: การทดลองด้านเทคนิกกับตัวอักษรในรุปแบบต่างๆ

William Morris

นายทศพล กาญจนากร ID : 1490800750
นายศุภโชค สารติ๊บ ID : 1490801071
นางสาว พรทิพย์ จิรโสภณสวัสดิ์ ID : 1490801873
นางสาว วงศ์สิริ อื้อเพชรพงษ์ ID : 1490801881
William Morris


วิลเลียม มอร์ริส (William Morris กวี จิตรกร และนักออกแบบชาวอังกฤษ มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๓๔-๑๘๙๖) เกิดวันที่ 24 มีนาคม 1834 และตายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1896 william ได้สานต่อ ความคิดของรัสกินให้เป็นจริง โดยส่งเสริมการสร้างงานศิลปหัตถกรรมขึ้น ในยุคเครื่องจักรกล เช่น การทอ ย้อม และพิมพ์ผ้าด้วยมือ ไปจนถึงการพิมพ์หนังสือด้วยมือ ทำเครื่องเรือนด้วยมือ ผลงานศิลปหัตถกรรมเหล่านี้แม้จะมีคุณค่าทางสุนทรียภาพสูง แต่ก็มีราคาแพง
แม้ความคิดของมอร์ริสจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็สร้างความตื่นตัวให้แก่บรรดาช่างฝีมือ ต่าง ๆ จนในที่สุดมีการก่อตั้ง " กลุ่มช่างศิลป์และหัตถกรรมสมาคม " (Art Worker's Guild and Guild of Handicrafts) ขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๘๔ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๘๘ ก็ได้ตั้งเป็น "สมาคมนิทรรศการ ศิลปหัตถกรรม" (The Arts and Crafts Exhibition Society) สมาคมนี้มีกิจกรรมระหว่างประเทศอย่างต่อ เนื่องในช่วงทศวรรษ ๑๘๙๐ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปหัตถกรรม (Art and Craft Movement) ที่สำคัญและแพร่ไปสู่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปในรูปของศิลปะแนวใหม่ (modern style) หรือ นวศิลป์ (art nouveau) ซึ่งประสบความสำเร็จมากในประเทศเยอรมนีและออสเตรีย มีการก่อตั้งสถาบันบาวเฮาส์ (Bauhaus) ขึ้นในเยอรมนีในเวลาต่อมา ความเคลื่อนไหวทางศิลปหัตถกรรมนี้ ก่อให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับ การสร้างงานศิลปหัตถกรรมสมัยใหม่ ที่แพร่ไปสู่สถาบันศิลปะ จนกลายเป็นอารยธรรมสมัยใหม่ (Modern Civilization) สืบมาจนปัจจุบัน

แนวคิดของ วิลเลียม มอร์ริส ให้อิทธิพลต่อนักออกแบบ และศิลปินด้านประยุกต์ศิลป์ในยุโรป ทำให้เกิดกระบวนการออกแบบงานศิลปะตกแต่งแบบใหม่ และงานสถาปัตยกรรมแนวใหม่ ในช่วง ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ (ทศวรรษ ๑๘๙๐) จนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๘) ศิลปิน แทบทุกสาขา พยายามนำเส้นโค้งมาใช้กับงานออกแบบมากขึ้น และนำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ ต้นไม้ และเถาไม้เลื้อย มาประยุกต์เป็นลวดลายต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญกับเส้นโค้ง และการจัดองค์ประกอบศิลป์ของเส้นแบบไม่สมดุล (asymmetrical lines) หากเป็นภาพคนหรือสัตว์ ก็มักจะทำให้มีสัดส่วนสูงระหง หรือยาวกว่าปรกติ และใช้เส้นเลื่อนไหลไปตามลักษณะของลวดลาย บางครั้งจึงเรียกงานออกแบบลักษณะใหม่นี้ว่า noodle style ศิลปะแนวใหม่นี้นิยมใช้สีแปลก ๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสีของภาพพิมพ์ญี่ปุ่น ที่แพร่เข้าไปในยุโรป แนวคิดเหล่านี้ทำให้เกิดงานออกแบบ แนวใหม่ ที่ใช้เส้นโค้ง และรูปทรงของธรรมชาติ และกึ่งธรรมชาติ โดยศิลปินนำมาใช้กับงานออกแบบ ต่าง ๆ เช่น ปกหนังสือ เครื่องประดับ ลายเหล็กดัดซุ้มประตู หน้าต่าง เครื่องเรือน ลวดลายตกแต่งอาคาร สถาปัตยกรรม เป็นต้น
ในสมัยโบราณการออกแบบสิ่งพิมพ์มีจุดประสงค์เพื่อการเสนอข่าว การเผยแพร่ ข้อมูลต่าง ๆ ให้ กว้างขวางและมีปริมาณมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงศตวรรษที่ 15-17 ในปี ค.ศ. 1888 William Morris ได้ตั้ง Kelmscott Press ขึ้นที่ประเทศอังกฤษ และได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการผลิตหนังสือ โดยให้มีการออกแบบและวางรูปเล่มอย่างเป็นศิลปะที่จะต้องทำด้วยความประณีตและ รอบคอบ ดังนั้น ความคิดต่างๆ ในการออกแบบ การจัดวางรูปเล่ม การจัดพิมพ์หนังสือ และวัสดุทางการพิมพ์ ต่อมา ประมาณ ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) วิลเลียม มอริส (William Morris) นักประพันธ์ชาวอังกฤษได้พัฒนา
ผลงานออกแบบสิ่งพิมพ์ให้สวยงามขึ้นด้วยการตกแต่งหน้าหนังสือด้วยลวดลายให้เป็นกรอบล้อมรอบ
ข้อความ มีการตกแต่งตัวอักษรโดยเฉพาะอักษรตัวหน้าให้สวยงามเหมือนการตกแต่งตัวอักษรในคัมภีร์ ไบเบิลในยุคกลาง หลังจากนั้นการออกแบบสิ่งพิมพ์ได้รับความสนใจ และพัฒนาในด้านความงามมา เป็นลําดับ มีสถาบันออกแบบเกิดขึ้น มีการแยกหน้าที่ช่างพิมพ์ และนักออกแบบออกจากกัน การออก แบบสิ่งพิมพ์ที่เป็นหนังสือขยายวงกว้างสู่การออกแบบ สิ่งพิมพ์ที่เป็นสื่อโฆษณาอื่นๆ ด้วย


ตัวอย่างผลงานของ William Morris











ที่มา:
http://en.wikipedia.org/wiki/William_Morris
http://www.hrc.utexas.edu/exhibitions/online/morris/

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550

Pierre Simon Fournier le Juene

รายชื่อสมาชิกกลุ่ม
นายอนุชิต บุญแท่น รหัส 1490800362
นายณพนรรจ์ เสเกกุล รหัส 1490801121
นายณัชพล ลาภกิตติชัย รหัส 1490801147
นายสุจจชัย โอชพันชัย รหัส 1490800297


ปีแอร์ ซิมอง ฟูเนียร์ เลอ ฌอง
(Pierre Simon Fournier le Juene)



ปีแอร์ ซิมอง ฟูเนียร์ เลอ ฌอง (Pierre Simon Fournier le Juene) เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว ช่างพิมพ์ และช่างหล่อตัวพิมพ์ชาวฝรั่งเศส ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 (1712-1768) ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับตัวอักษรมาหลายชั่วรุ่น เขาเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้สีน้ำกับ J.B.G. Colson มาก่อนที่จะเริ่มสนใจในเรื่องการออกแบบตัวอักษร เมื่ออายุได้ 24 ปี ฟูเนียร์ได้แยกมารับงานออกแบบตัวพิมพ์และทำโรงหล่อของตัวเองเป็นเอกเทศ หลังจากที่ได้เรียนศิลปะและฝึกงานที่โรงหล่อเล-เบ (Le be) ของพี่ชายคนโต ซึ่งเขาได้แกะพิมพ์ไม้ทำลายประดับ และเรียนรู้การทำตัวตอก

ฟูเนียร์ได้เป็นผู้นำในการวางมาตรฐานวิธีการวัด เมื่อเขาตีพิมพ์ตารางสัดส่วน (Table of Proportions) ขึ้นเป็นครั้งแรก เขาได้ตีพิมพ์หนังสือต้นแบบตัวอักษรในการพิมพ์ โมเดล เดส์ คาแรคเทียร์ เดส์ อิมพริเมอรี (Modeles des caracteres des Imprimerie) ก่อนวันเกิดครบรอบสามสิบปี เมื่อปี 1772 หนังสือเล่มนี้มีตัวอักษร 4,600 ตัว เขาใช้เวลาเกือบหกปีออกแบบและทำตัวตอกตัวพิมพ์เหล่านี้เอง สไตล์ตัวอักษรของเขาเป็นรูปทรงโรมันแปรง ที่ได้รับอิทธิพลจากโรมาง-ดู-รัว (ตัวอักษรที่ออกแบบตามหลักวิทยาศาสตร์โดยใช้ตารางจัตุรัส) เมื่อปี 1702 อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำหนักและความกว้างแตกต่างกันออกไป นับเป็นการคิดค้น ชุดตัวพิมพ์ (Type family) ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน และสามารถใช้ร่วมกันได้ เขาได้ลงมือออกแบบและจัดรูปหน้าได้อย่างสลับซับซ้อน สามารถนำตัวพิมพ์ลายดอกไม้ที่หรูหรามาคล้องกันเป็นพวงมาลัย นับเป็นการประดับตกแต่งอีกวิธีหนึ่ง

ฟูเนียร์ได้ออกแบบทั้ง อักษรโรมัน ตัวเอน ตัวเขียนลายมือ และสไตล์ตัวพิมพ์ลายประดับ บรรทัด และลายประดับ มีมาตราวัดแบบมาตรฐานที่สามารถทำให้ส่วนต่างๆสามารถนำมาประกอบเข้าด้วยกันได้ สวยงามและเหมาะสม

ฟูเนียร์ตั้งใจจะพิมพ์หนังสือคู่มือการพิมพ์ (Manuel Typographigue) ถึงสี่เล่ม อยู่เป็นเวลาหลายปี แต่ผลิตได้เพียงสองเล่ม เล่มแรกเมื่อปี 1764 ชื่อว่า ตัวพิมพ์ (Type) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตัดตัวตอกและตัวพิมพ์อักษรที่เขาเป็นผู้ออกแบบ และหนังสือตัวอย่างพิมพ์ (Type Specimens) มีเนื้อหาเกี่ยวกับตัวอย่างของตัวพิมพ์อักษรและการประดับตกแต่งอักษร ซึ่งเดิมตั้งใจจะให้เป็นเล่มที่สี่ เมื่อปี 1768 มีการพัฒนาระบบการวัด โดยใช้จุด (Point) แทนที่จะใช้เส้นกับจุด (Line and Point) เขามีอายุไม่ทันที่จะทำอีกสองเล่มได้สมบูรณ์ ถึงแม้หนังสือคู่มือการพิมพ์ จะเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ หนังสือเล่มนี้ก็ทำสำเร็จไปได้เพียงครึ่งเดียว ก็นับว่าฟูเนียร์ ได้คิดค้นสิ่งใหม่ๆทางด้านการพิมพ์


เกร็ดความรู้เกี่ยวกับฟูเนียร์
-เขาถูกเรียกว่าปรมาจารย์ในการประดับตกแต่งตัวอักษร
-ตัวอักษรแบบแรกที่เขาออกแบบมีชื่อว่า Gros-canon ถูกออกแบบในปี 1736
-ตัวอักษร Fournier แบบเอียง มีความสวยงามมากกว่าตัวอักษรแบบโรมันที่เขาออกแบบ


ตัวอย่างผลงานของฟูเนียร์







แหล่งที่มา
หนังสือประวัติศาสตร์เรขศิลป์: ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
http://en.wikipedia.org/wiki/Pierre_Simon_Fournierhttp
http://www.britannica.com/eb/article-9035048/Pierre-Simon-Fournier

Din 1926

นายอนุชิต บุญแท่น รหัส 1490800362
นางสาวมนพัทธ์ เอี่ยมบุญศิริ รหัส 1490800933


DIN TYPEFACE


The German Industrial Standard

DIN เป็นชื่อแบบอักษรที่ทาง The German Industrial Standard หรือ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมเยอรมันพัฒนาขึ้นในปี 1926 (ย่อมาจากภาษาเยอรมันว่า Deutsches Institut fur Normung)คณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรมเยอรมัน ได้เลือก DIN 1451 เป็นแบบอักษรมาตรฐาน เพื่อใช้ในเขตพื้นที่ทางด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี การจราจร องค์กรบริหารและทางด้านธุรกิจ และในกลุ่มคณะกรรมการเดียวกัน ก็ได้พัฒนาแบบอักษรจนเป็นผู้นำยุคแรกทางด้านการร่างแบบอักษรในระบบGrid

โดยไม่ได้คาดหวังว่าแบบอักษรชนิดนี้จะใช้ได้กับงานด้านการโฆษณาหรืองานด้านศิลปะใดๆ DIN 1451 ก็ได้แพร่หลายและพบเห็นได้ทั่วไปตามป้ายบอกสัญลักษณ์การจราจร หรือ ป้ายชื่อเมืองต่างๆในประเทศเยอรมนี

DIN กลายเป็นแบบอักษรที่ผู้คนพบเห็น คุ้นเคยพอที่นักออกแบบกราฟิกและนักออกแบบโฆษณาจะนำมาใช้กับงานด้านศิลปะ ถึงแม้จะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความสวยงามของแบบอักษร แต่ DIN 1451 ก็ถูกใช้โดยนักออกแบบมากมาย ทั้งตามป้ายสัญลักษณ์ ในนิตยสาร ปกหนังสือหรือใบปลิว

แบบอักษรรุ่นแรกสุดของ DIN ถูกออกแบบในปี 1923 โดยโรงหล่อ D Stempel AG ซึ่งมีต้นแบบเป็นแบบอักษรจากปี 1905 ของ Royal Prussian Railway Company โดยส่วนใหญ่ถูกใช้กับแบบร่างทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ต่อมา ได้กลายเป็นแบบพื้นฐานของ DIN EngSchrift ในปี 1929 โรงหล่อ Berthold ก็ได้ออกแบบ DIN แบบใหม่ขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้กับงานร่างแบบเหมือนกัน อักษร DIN รุ่นแรกทั้งสองแบบถูกทำจากพลาสติก เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ทางเทคนิคในการร่างแบบ โดยส่วนมากใช้แบบตัวเอียง

แบบอักษร DIN กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วหลังจากการปรับปรุงโดยคณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรมเยอรมันในปี 1936 โดยแบบอักษรในตระกูล DIN 1451 ที่ได้รับความนิยมในการใช้คือ DIN-MittelSchrift อักษรนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประยุกต์ใช้เป็นอักษรที่ใช้กับยานพาหนะและบริเวณสถานีรถไฟ และเป็นแบบอักษรโลหะตามท้องถนนและเครื่องหมายสัญลักษณ์ต่างๆตามตึก

ปี 1960 บริษัทรับออกแบบเปลี่ยนอักษร Letraset ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบอักษรหลากหลาย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

ในปี 1970 เริ่มใช้กับงานออกแบบกราฟิก ในช่วงปลายปี 1980 ปรากฏการใช้แบบอักษร DIN ในงานออกแบบกราฟิกทางยุโรปและอเมริกาเหนือ

ในปี 1995 นักออกแบบอักษรชาวดัตช์ Albert-Jan Pool ได้พัฒนาแบบอักษร FF DIN ด้วยการเพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้น แต่แบบอักษรชนิดนี้มีความต่างจาก DIN 1451 ตรงที่ DIN 1451 มีน้ำหนักแบบมาตรฐานที่อ่านง่าย

โดยเฉพาะ DIN 1451 สามารถพบเห็นได้ตามป้ายสัญลักษณ์บนท้องถนนและทางรถไฟในประเทศเยอรมนี และยังถูกใช้บนป้ายทะเบียนรถในประเทศเยอรมนีมาเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งถูกแทนที่ด้วย FE-Schrift ในเดือนพฤศจิกายนในปี 2000 โดยแบบอักษรถูกออกแบบเพื่อใช้กับเลขป้ายทะเบียน ซึ่งมีความเหมาะสม อ่านและจำได้ง่าย

DIN 1451 เป็นแบบอักษรที่เห็นได้ชัดเจน ง่ายต่อการอ่านและลอกแบบ แบบอักษรขนาดกลางและแบบตัวแคบยังคงใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนแบบ older board ถูกเลิกใช้ไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถพบเห็นได้ตามป้ายสัญลักษณ์บนถนนเก่าบางถนนในประเทศเยอรมนี และ FF DIN เหมาะสำหรับงานด้านการพิมพ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ แบบอักษร DIN ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและยังถูกใช้ในองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐบาลและบริษัทธุรกิจอีกด้วย


ตัวอย่างผลงานและแบบอักษร DIN












แหล่งที่มาของข้อมูล


http://en.wikipedia.org/wiki/Image:Strassenschild-Mittel-und-Eng-DIN-Schrift.JPG#filelinks
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://image.linotype.com/fontlounge/fontsinuse/steelecht_innen_kl.jpg&imgrefurl=
http://www.linotype.com/306/din1451family.html&h=231&w=110&sz=9&hl=th&start=16&tbnid=ijZQKwfBZb67YM:&tbnh=108&tbnw=51&prev=/images%3Fq%3DDin%2B1451%2BCD%26gbv%3D2%26svnum%3D10%26hl%3Dth
http://en.wikipedia.org/wiki/DIN_(typeface)
http://www.typophile.com/node/8937
http://www.plazm.com/magazine/features/archive/out-of-darkness
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://image.linotype.com/fontlounge/fontsinuse/messe1.jpg&imgrefurl=http://www.linotype.com/1498/adsartsmedia.html%3FPHPSESSID%3Da9a6dfbec18dd47e4938d4a720ad3721&h=518&w=300&sz=52&hl=th&start=9&um=1&tbnid=9MQBcOTU16LFwM:&tbnh=131&tbnw=76&prev=/images%3Fq%3DDin%2Btypeface%26svnum%3D10%26um%3D1%26hl%3Dth
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://image.linotype.com/fontlounge/fontsinuse/amex1.jpg&imgrefurl=http://www.linotype.com/1589/adsbusiness.html%3FPHPSESSID%3Df086ae93533a3e30663dc8d265752b81&h=500&w=344&sz=26&hl=th&start=10&um=1&tbnid=SavgtgZvOKmU2M:&tbnh=130&tbnw=89&prev=/images%3Fq%3DDin%2Btypeface%26svnum%3D10%26um%3D1%26hl%3Dth
http://en.wikipedia.org/wiki/Albert-Jan_Pool#The_history_of_the_design_of_a_contempory_typeface
http://en.wikipedia.org/wiki/DIN_1451
http://www.identifont.com/photos/Albert-JanPool.jpg
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.fontshop.de/newsfeed/C99982194/E1056349194/Media/FF_DIN_Karte.jpg&imgrefurl=http://www.fontshop.de/newsfeed/C99982194/E1056349194/index.html&h=300&w=423&sz=46&hl=th&start=11&um=1&tbnid=NfL56mAxLG-DRM:&tbnh=89&tbnw=126&prev=/images%3Fq%3Dalbert%2Bjan%2Bpool%26svnum%3D10%26um%3D1%26hl%3Dth

TIMES ROMAN

TIMES
“Time Roman”เป็น serif typeface ผู้ออกแบบคือ Stanley Morison ร่วมกับStarling Burgess และ Victor Landent มันได้ถูกนำมาใช้นการพืมพ์เพื่อความรวดเร็วบนกระดาษหนังสือพิมพนนี้ไม่ได่ใช้หนังสือพิมพ์ คุณภาพต่า โดยหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ The Times แต่ถึงแม้ปัจจุบันนี้ไม่ได้ใช้หนังสือพิมพ์ the timeแล้ว แต่ก็ยังใช้ในการตีพิมพ์หนังสืออื่นๆอย่างกว้างขวาง
Stanley morison เป็น Typepographer ,Designer และเป็นนักเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การวาดภาพเขาต้อง หาความรู้ด้วยตัวเองหลังจากที่พ่อของเขาทิ้งครอบครัวไปเขาได้เป็นบรรณาธิการใน ปี 1931 และได้เป็นผู้ควบคุมการออกแบบใน ปี 1918 เขาได้เรียบเรียงแก้ไขประวัติศาสตร์ของTimesตั้งแต่ 1935 ถึง 1952 และเป็นบรรณาธิการของ Times literary Supplement ในช่งระหว่าง
1945ถึง1948และสุดท้ายเขาก็ได้เป็นสมาชิกผู้บริหารบรรณาธิการของสารานุกรมBritannica ตั้งแต่ ตุ จนกระทั้งเสียชีวิต















FF Blur

















Neville Brody เกิดวันที่ 23 เมษยา 1957 ที่กรุงลอนดอน เค้าเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์, ช่างเรียงพิมพ์ และ art directorNeville Brody เป็นศิษย์เก่าของ London college of communication และ ศึกษาที่Hammersmith College of Art. Brody เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งFont Workหรือตอนนี้เรียกว่า Font Shop ที่กรุงลอนดอน และเค้าได้ ดีไซน์ no. of notable typeface ให้Font Shop เค้ายังเป็นคนรับผิดชอบโปรเจค FUSE บางส่วนที่มีอิทธิพลต่อ fusion(พรรคการเมือง....รีเปล่า) กับนิตยสาร, กราฟฟิคดีไซน์ และ typeface design ซึ้งในแต่ละงานประกอบไปด้วยการตีพิมพ์บทความที่เกี่ยวกับ เทคนิกการเรียงพิมพ์ และ เนื้อหาโดยรอบเกี่ยวกับวิชา, การทำแบรน และโปสเตอร์ แรกเริ่ม เค้า ทำงานครอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องดีไซน์. Brody ทำให้ตัวเค้ามีชื่อเสียงขี้นมาได้โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฐานะArt Director ของนิตยสาร The Face . งานของBrodyติดอันดับหนังสือ กราฟฟิกดีไซน์ที่ขายดีที่สุดในโลก ยอดขายมากกว่า 120000ดอลล่า และงานนิทรรศการของเค้าที่ Victoria and Albert Museum มีผู้ชมมากกว่า 4หมื่นคนNeville Brody ทำงานต่อ โดย เป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ พร้อมกับเป็นpartnerของFwa Richards, Research Studios ที่ลอนดอนในปี1994. ตั้งแต่studiosเปิดที่San Francisco, Paris, Berin and New York บริษัทได้คิดแพคเกจใหม่ๆและwebsite design สำหรับลูกค้า ได้แก่ Kenzo, on-screen graphic สำหรับลูกค้า ได้แก่ Paramount Studios.บริษัท ยังประสบความสำเร็จในงานนิทรรศการNuit Blanche สำหรับthe famous Paris contemporaryในปี2006.


วราห์ ภู่เงิน 1490800214

จิรพัฒน์ ฤทธิ์ศิลา 1490800222